วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศาลเจ้าในจังหวัดภูเก็ต

รายชื่อศาลเจ้าในจังหวัดภูเก็ต

ปี ๒๔๐๐

  • ศาลเจ้าไล่ทู่เต้าโบ้เก้ง(กระทู้) 
  • ศาลเจ้าฮกแชเก้ง (ชิดแชเนี่ยวม่า) 
  • ศาลเจ้าเทียนเต๊กต๋อง
  • ศาลเจ้าซัมส้านเทียนเฮวกึ๋งฮกจิวกงซอ 
  • ศาลเจ้าฮกซานเก้ง 

ระหว่างปี ๒๔๐๐ - ๒๔๕๐

  • ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง 
  • ศาลเจ้าปุดจ้อ(จุ้ยตุ่ยเป๋งเอ๊กซานกวนอิมเบี้ยว) ศาลเจ้าปุดจ้อ เดิมเป็นศาลเจ้าเต้กุนไม่ปรากฏปีสร้าง
  • ศาลเจ้าทงฮุนเก้ง 
  • ศาลเจ้าจีเหลียนเก้ง (กวนอูนาบอน) 
  • ศาลเจ้าเต้กุ้นไต่เต่จี้เหล่งเก้ง 
  • ศาลเจ้าเซ่งเต็กเบ๋ว(ผ่อต้อก้ง)
  • ศาลเจ้าเฮียบเทียนเก้งกวนเต้กุน(สะปำ) 
  • ศาลเจ้าซำก้ายก้อง )(บางคู)
  • ศาลเจ้ากิมหุ้ยเตียนส่ามอ๋องฮู้(เชิงทะเล))-สร้างปี ๒๔๔๔
  • ศาลเจ้าไฮหล่ำฮุยก้วนเค่งจิวกงซอ (ไหหล่ำ) - สร้างปี ๒๔๔๔
  • ศาลเจ้าบ่างเหลียงเต้าบู๊เก้ง(บางเหนียว))- สร้างปี ๒๔๔๗
  • ศาลเจ้าหงอจินยินฮกเล้งเก้ง(ท่าเรือ) 
  • ศาลเจ้าต่องย่องสู 
  • ศาลเจ้าหงวนฮกเก้ง 
  • ศาลเจ้าทีกงตั๋ว 
  • ศาลเจ้าฮกเซี้ยงเก้ง
  • ศาลเจ้าเชเหล่งเก้ง (เจ่งอ๋อง) 
  • ศาลเจ้าหงวนฮกเก้ง 
  • ศาลเจ้าท่องคาหย่องฮุนเก้ง (ไท้ซูทุ่งคา) )- สร้างปี ๒๔๓๕
  • ศาลเจ้าแชเหล่งเก้งไถ้หงวนต๋อง(จ้ออ๋อง)  - สร้างปี ๒๔๔๑
  • ศาลเจ้าเต่งก้องต๋อง  (แสงธรรม)- สร้างปี ๒๔๓๔
  • ศาลเจ้าฮกหงวนกง )- ไม่ปรากฏปีสร้าง แต่เปลี่ยนเป็นหลังปัจจุบันเมื่อปี ๒๔๖๐
  • ศาลเจ้าฮุนจ่องอาม  สร้างปี ๒๔๔๙
  • ศาลเจ้าฮกแช่เก้งปุ่นเถ้าก๋ง 

ระหว่างปี ๒๔๕๑ - ๒๕๐๐

  • ศาลเจ้าฮุนซานเก้งลิ่มไท้ซู้  - สร้างปี ๒๔๕๘
  • ศาลเจ้ากิ่วเหล่งต๋อง สร้างปี ๒๔๖๐
  • ศาลเจ้ายกเค่เก้ง - สร้างประมาณปี ๒๔๙๐
  • ศาลเจ้าโก้ยเส้งอ๋อง (ฮุนเอ๊กต๋องห่องซานซีกงเต๊กจุนอ๋อง) )- สร้างปี ๒๕๑๙
  • ศาลเจ้าส่ามก่องฮุนซานเก้งหลิมฮู้ไท่ซู ) - ก่อนปี ๒๔๖๒

ระหว่างปี ๒๕๐๑ - ปัจจุบัน

  • ศาลเจ้าซำเซ้จูฮุด  - สร้างปี ๒๕๔๔
  • ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง - สร้างปี ๒๕๓๘
  • ศาลเจ้าเจ่งภอถัง ) - สร้างปี ๒๕๒๒
  • ศาลเจ้าซุ่ยบุ๋นต๋อง  -สร้างปี ๒๕๒๒
  • ศาลเจ้าฮกเต๊กสือ ) - สร้างปี ๒๕๔๗
  • ศาลเจ้าฮกเซียนตั๋ว -สร้างปี ๒๕๕๓
  • ศาลเจ้าบู้เส่งต๋อง บ้านเคียน  -สร้างปี ๒๕๕๕
  • ศาลเจ้าไม้ขาว ไห่เหยียนเก้ง  สร้างปี ๒๕๕๔
  • ศาลเจ้าเฉ้งเหล๋งต๋อง (เมืองใหม่)สร้างปี ๒๕๕๔
  • ศาสเจ้าจ้อสู่ก้ง (นาคา)
  • ศาลเจ้าถี่กงตั๋ว (วัดเทพฯ)


องค์เทพโปเส้งไต่เต่

โปเส้งไต่เต่


   โปเส้งไต่เต่ หรือ หง๋อจินหยิน มีชื่อจริงว่า หง๋อโถ บางคนเข้าใจผิดเรื่องตัวอักษร ชื่อของท่านจึงกลายเป็นหง๋อปุ้น
โปเส้งไต่เต่ เกิดวันที่สิบห้าเดือนสาม ปี ค.ศ. 979  ณ บ้านแปะเจียว ตั่งอัว เมืองจ่วนจิว มณฑลฮกเกี้ยน   ตรงกับสมัยราชวงศ์ซ้อง ปีไท่เพ่งเฮงก็อกที่สี่ รัชสมัยฮ่องเต้ซ้องไท่จง

   เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถด้านการแพทย์และการเภสัชกรรมหรือ    ถ้าเป็นปัจจุบันก็คือหมอนั่นเอง รวมไปถึงได้ทำการรักษาผู้คนจากโรคระบาดต่างๆ ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็น เทพเจ้าแห่งการแพทย์  มาตั้งแต่ยุคสมัยนั้น



  จากตำนานเล่าว่าท่านได้ทำการรักษาบาดแผลที่ตาของมังกร  รวมไปถึงรักษาอาการกระดูกติดคอของเสือ ซึ่งต่อเสือตัวนั้นก็ได้กลายมาเป็นพาหนะติดตามท่าน และอิทธิปาฏิหารย์อื่นๆ อีกมากมาย


  ในสมัยเด็ก ท่านเป็นเด็กที่มีความฉลาด สามารถท่องจำและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องยารักษาโรคต่างๆ และขณะเมื่อท่านมีอายุสิบเจ็ดปี เชื่อกันว่าท่านได้เรียนวิชาอาคมจากไซอ๋องโบ้  อีกด้วย

ขณะที่ท่านอายุยี่สิบสี่ปี ท่านได้ผ่านการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ และได้บรรจุเป็นเจ้าพนักงานตรวจราชการ จากนั้นในเวลาต่อมาท่านก็ได้ลาออกจากราชการ เพื่อฝึกปฏิบัติเต๋า อยู่บนภูเขา ณ บ้านแปะเจียว



  ในชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยออกเรือนมีครอบครัวและท่านยังเป็นมังสวิรัช ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใดคืออุทิศชีวิตในการศึกษาเรื่องการแพทย์และการเภสัชกรรมในการรักษาบรรเทาทุกขเวทนาของประชาชน

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

องค์พระไฉซิงเอี๊ย

ไฉซิงเอี๊ย  “ไช้ซิ้งเอี๊ย” “ไฉ่เซ่งเอี๊ย” หรือ “ไฉเสิ่งเอี๊ย”



ชาวจีนเรียก เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ว่า “ไฉ่ซิงเอี๊ย” (ไฉเสินเย๋) ดังนั้นเมื่อถึงวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนอ้าย (ตามปฏิทินจีน) และวันที่ 22 เดือน 7 (ตามปฏิทินจีน) ของทุกปี นักธุรกิจชาวจีนจะขมีขมันนำเครื่องเซ่นไหว้ มาบูชาเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย และสาเหตุที่ต้องไหว้ 2 ครั้ง ก็เพราะว่า เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย มี 2 องค์ คือ ไฉ่ซิงเอี๊ยบู๊ และ ไฉ่ซิงเอี๊ยบุ๋น


ไฉ่ซิงเอี๊ยบู๊ หน้าจะดุ บางครั้งประทับบนหลังเสือ บางครั้งก้อทรงเหยียบหลังเสือ ที่หัตถ์ถือกระบอง ส่วนไฉ่ซิงเอี๊ยบุ๋น เป็นเทพเจ้าหน้าตาดี ทรงคุณธรรม เชื่อกันว่าองค์บู๊ให้คุณในเรื่องของหนี้สิน เจ้าหนี้คนไหนบูชามักจะตามหนี้ง่าย ลูกหนี้จะไม่กล้าโกงหรือหนีหนี้ ตามคำบอกเล่าเก่าแก่ฟังว่า ไฉ่ซิงเอี๊ย องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อเสือนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ใครดวงไม่ดีหรือกำลังมีปัญหาเรื่องเงินทอง ไปไหว้ท่านที่ศาลเจ้า และขอพรท่าน ท่านจะช่วยเสมอ คนจึงนิยมไปกราบไหว้กันมาก แต่มี เคล็ด อยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ อย่าลืมเอาหมูไปเซ่นไหว้เสือด้วย แล้วทุกอย่างจะราบรื่น









องค์พระยูไล

พระยูไล หรือในสำเนียงจีนกลางเรียกว่า หรูไหลฝอ


ชื่อพระนามคำนี้เป็นที่สงสัยของหลายคนที่สับสนในความหมาย ว่าหมายถึงพระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์องค์ใด ซึ่งความหมายที่แท้จริงของพระนามคำนี้ ไม่ได้หมายถึงพระนามที่เป็น “ชื่อเฉพาะ” ของพระองค์ใดเลย หากแต่เป็นเพียงคำเรียกแทนพระนามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงกับคำว่า “ตถาคต” หรือ “พระนามพระพุทธเจ้า”



มีความหมายว่า “พระผู้ไปแล้วอย่างนั้น” ซึ่งเป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกตัวพระองค์เอง



ดังนั้น “ยูไล” ก็คือ “พุทธ ” และ “ยูไล” ก็คือคำคำเดียวกันกับ “พระพุทธเจ้า” ซึ่งชาวจีนนิยมเรียกว่า ซื่อเจียโหมวหนี  โดยในสำเนียงแต้จิ๋วจะออกเสียงเรียกว่า เส็กเกี่ยมอนี หรือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า นั้นเอง
















กิ้มซิ่นหรือองค์เทพที่อยู่ในศาลเจ้า

เฮียบเทียนไต่เต่ (กวนอู)


ชื่อ
เฮียบเทียนไต่เต่,กวนเส็งเต้กุ้น ,กวนฮู้เซ่งเต่ หรือ ที่คนไทยรู้จักในนาม กวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ชื่อจริงท่าน คือ หนุนฉาง มีสหายคู่ใจคือ เล่าปี่ เตียวหุย 



วีรกรรมที่น่านับถือของท่าน : ตัดหัวฮัวหยงทัพของตั๋งโต๊ะ จัดการงัยเหลียงและบุนทิว ทหารเอกของอ้วนเสี้ยว, บุกเดี่ยวจากฮูโต๋หักด่านฆ่าขุนผลหลายนายเพื่อไปหาเล่าปี่, ยอมทำผิดวินัยทหารปล่อยโจโฉกลับฮู๋โต๋เพื่อแทนคุณที่โจโฉเคยไว้ชีวิต แม้ตัวเองต้องกลับไปโดนโทษประหาร จากศึกเซ็กเผ็ก (ยุทธการผาแดง), ช่วยเล่าปีครองเมืองเก็งจิ๋ว ทำให้ได้ขุนพลเอกฮฮงตง, ขึ้นเรือไปกับจิวฉ้องสองคนข้ามฝากไปกินเลี้ยงงานที่กังตั๋ง (โลซกวางอุบายบังคับคืนเกงจิ๋ว) แต่ไม่กลัวเลย, ให้หมอฮัวโต๋ผ่าเอาพิษออกจากกระดูกดำ โดยไม่ต้องวางยาสลบ แถมยังนั่งเล่นหมากล้อมกับม้าเลี้ยง, วางแผนใช้น้ำปราบทัพเบ้งตัด ช่วงท้ายชีวิตประมาทไม่เชื่อคำเตือนขงเบ้งบุกขึ้นเหนือแล้วมีไมตรีต่อง่อก๊ก เลยโดนแอบยึดเมืองเกงจิ๋วโดยฝนของลกซุนและลิบอง แค้นใจนำทัพไปชิงเมืองคืนแต่โดนตัดทางหนีโดนจูเกียนและพัวเจี้ยงขุดหลุมพลางดักไว้ ถูกจับได้พร้อมกวนเป๋งและม้าเซ็กเทา และถูกประหารเพราะไม่ยอมเข้าร่วมซุนกวน (ต่อมาม้าเซ็กเทาก็ไม่ยอมกินอาหารและตายตามไปเช่นกัน) รวมอายุได้ 58ปี เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการตกต่ำของจ๊กก๊ก หลังจากนั้น เล่าปีสถาปณาตัวเองเป็นฮ่องเต้ และตั้งกวนอู เตียวหุยเป็นอ๋อง และกรีฑาทัพนับล้านไปล้างแค้นซุนกวนให้กวนอู ก่อนเคลื่อนทัพเตียวหุยโดนแอบลอบตัดหัวไปให้ซุนกวนอีกราย หลังจากเล่าปียกทัพไปได้ชัยไปกว่าครึ่งสุดท้าย ประมาทตั้งทัพอิงป่า โดนขุนพลหนุ่มลกซุนเผาทัพวอดไม่เหลือ เล่าปีเสียใจและอายมากไม่กล้ากลับเสฉวน และตรอมใจตาย


ท่านกวนอูเป็นที่รู้จักกันในนามขุนพลผู้จกรักภักดี และมีความซื่อสัตย์มาก จึงมีผู้คนนับถือมาจนปัจจุบัน
















วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศาลเจ้าเชิงทะเล

ศาลเจ้าเชิงทะเล

  ศาลเจ้าเชิงทะเล หรือที่คนในพื้นที่เรียก บ้าน ทิน-เล  คือ หมู่ที่ 1 ตำบลเชิงทะเลปัจจุบัน ตลาดเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต



ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าหนึ่งซึ่งเก่าแก่ของ อำเภอ ถลาง จากประวัติการริเริ่มสร้างศาลเจ้า เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2444 เมื่อปี พ.ศ. 2534 มีคนจีนจากโพ้นทะเลและฝรั่งชาวอังกฤษ ได้เข้ามาบุกเบิกทำกิจกรรม เกี่ยวกับแร่ดีบุก ชาวจีนทำเหมืองแร่ดีบุกโดยใช้แรงงานเป็นหลัก



  เมื่อมีผู้คนเข้ามาแสวงโชค และทำงานมากขึ้น จึงกลายเป็นชุมชนใหญ่ ที่มีคนจีนอาศัยอยู่มาก จากความเสื่อมใสศรัทธาองค์พระจีน ทำให้คนจีนส่วนหนึ่ง หารือทีจะนำองค์พระจีน มากราบไหว้บูชา เพื่อเป็นศิริมงคล และให้ช่วยคุ้มครอง ปกครองภัยต่างๆโดยมอบหมาย แป๊ะจู้ป่ายตั๊ก เป็นผู้อัญเชิญ องค์พระมาไว้ที่ ทิน-เล่ 

ตั๋วองค์เทพเจ้าต่างๆ

เมื่อ พ.ศ.2444 แป๊ะจู้ป่ายตั๊ก ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างตัดผมที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเชิงทะเล เดินทางกลับบ้านที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิด และระหว่างกลับจากบ้านเกิดที่ประเทศจีน ก็ได้นำองค์เทพกลับมาบูชา ด้วย องค์ เป็นรูปแกะสลักด้วยไม้ โดยทำพิธีอัญเชิญ มาประดิษฐานที่ทิน-เล่ ในจำนวนพระ องค์ที่นำมาจากเมืองจีนมีพระองค์หนึ่ง แซ่จู้ เป็นพระองค์เดียวกับ แป๊ะจู้ป่ายตั๊ก และแป๊ะจู้แจ่วตี่ ซึ่งมอบที่ดินร่วมกันสร้างศาลเจ้า ครั้งแรกเป็นเสาไม้ กั้น และ มุงหลังคา ด้วยสังกะสี ด้านหน้าติดถนนเสร็จแล้วตั้งชื่อว่า สำนัก กิ่มหุ้ยเตี่ยน มีองค์พระประธานชื่อ ส่ามอ๋องหู้ แปลว่า เจ้าหรือศักดิ์สิทธิ์ องค์ ตามตำนาน พระสามอ๋องหู้ ยังมีพี่น้องร่วมสาบานอีก 360 องค์ ที่ได้เข้ามาร่วมดูแลสำนักกิ่ม หุ้ย เตี่ยน แห่งนี้




ความเชื่อ
ชาวบ้านในตำบลเชิงทะเล  มักจะไปกราบไหว้ขอพร บูชา เนื่องใน วันเทศกาลต่างๆ อาทิ วันปีใหม่ หรือวันเกิดของตัวเอง ต่อองค์ พระส่ามอ๋องหู้ และสิ่งศักด์สิทธิ์ในศาลเจ้า และในอดีตที่เคยมีร่างทรงคนก่อนจะประทับทรง และรักษาโรคให้กับชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือ แต่ปัจจุบัน มิได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ความเป็นอยู่เปลี่ยนไป การทำมาหากิน เน้นการท่องเที่ยวเป็นหลัก ชีวิตความเป็นอยู่ ของชาวบ้าน เริ่มกลายเป็น ชุมชนเมือง ถึงกระนั้น บางบ้านยังเก็บรักษา สลากยาเก่า ที่จดไว้ เมื่อครั้งก่อน แต่ไม่ค่อยเป็นที่เปิดเผยนัก

















ศาลเจ้าบางเหนียว

ศาลเจ้าบางเหนียว

  ศาลเจ้าบางเหนียว(ต่าวบู้เก๊ง) หรือมูลนิธิเทพราศี  ตั้งอยู่บนถนน ภูเก็ต ที่ซึ่งมีอารยธรรมของคนเก่าแก่ของภูเก็ต มีทั้งบ้านตึก ที่ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมชิโน ก็ยังตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับศาลเจ้าบางเหนียวแห่งนี้อีกด้วย และศาลเจ้าบางเหนียวเองก็ยังเป็๋น 1 ในศาลเจ้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ศาลเจ้าแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี 2447ชางบ้านเรียก ต่าวโบ้เก๊งหรือฉ้ายตึ๋ง ตามประวัติที่เล่าขานกันมา ศาลเจ้าแห่งนี้มีคณะงิ้วจีนคณะกังฉ๊ายฮี่เดินทางมาจากเมืองจีน มาทำการแสดงที่ตรอกเม่าเก้า หรือ (ซอยรมณีย์ปัจจุบัน) และในขณะนั้นก็มีศาลเจ้าอยู่แห่งหนึ่ง ทางคณะงิ้วจึงได้นำพระเตี๋ยนฮู้หง่วนโส่ย (เหล่าเอี๋ย) มาบำเพ็ญกุศล และริเริ่มประเพณี ถือศีลกินผักเป็นประจำจนชาวบ้านเกิดความเลื่อมใส และเข้าร่วมกิจกรรม เป็นจำนวนมาก 



และในเวลาต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้ที่ศาลเจ้า โดยไม่ทราบสาเหตุจึงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้นำ พระเตี๋ยนฮู้หง่วนโส่ย (เหล่าเอี๋ย) ณ บ้านเลขที่ 384-386 บนถนนภูเก็ต ซึ่งตรงข้ามกับศาลเจ้าในปัจจุบัน และอีกประมาณ 4-5 ปีต่อมา  


ชาวบ้านบางเหนียว เกิดความเลื่อมใส ศรัทธาร่วมบำเพ็ญกุศล และถือศีลกินผักทุกปีทำให้สถานที่คับแคบแก่ผู้ที่มาร่วม ทำพิธีกรรมของศาลเจ้าจึงมีคณะนำโดย ขุนเลิศภาคารักษ์ ได้ร่วมแรงร่วมใจ ปรับปรุงศาลเจ้าขึ้นใหม่ เป็นหลังคามุงสังกะสีและเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน ซื้อที่ดิน แปลงในปี  พ.ศ.2500 
คณะกรรมการ บริหารศาลเจ้า จำนวน คน ได้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิเทพราศี ในปี 2501 จากนั้น ได้มีการปรับปรุง พัฒนาจาก หลังคาสังกะสี เป็นอาคารคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ อำนวยความสะดวก แก่ผู้คนมี่มาร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย 



ปัจจุบันนี้ ศาลเจ้าบางเหนียวเป็นสถานที่ เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนภูเก็ต ซึ่งคนภูเก็ตส่วนมากจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ที่มีความศรัทธาและเชื่อมั่นในความดีงามของบรรพบุรุษที่เคยได้สร้างไว้ และในแต่ละปี ในช่วงเวลาของประเพณีถือศีลกินผัก ทางศาลเจ้าจะมีการจัดงานเทศกาลอย่างยิ่งใหญ่ มีชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศ และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้ความนิยมเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก



ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่นิยม กราบไหว้ของคนจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมากศาลเจ้าหนึ่งเนื่องด้วยเป็นศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต 



ปัจจุบันศษลเจ้าแห่งนี้ได้มีการจัดงานขึ้นเป็นประจำทุกปี คือเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต

















วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศาลเจ้ากิ้วเที้ยน(สะพานหิน)

ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง(สะพานหิน)

  ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเลี่ยนลื้อ  อ๊ามสะพานหิน ได้ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 16 เมษายน 2538 โดยได้รับการอนุญาตการก่อสร้าง จากผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในสมัย ท่านเฉลิม พรหมเลิศ และ คุณสมบูรณ์ คู่พงศกร เป็นประธานศาลเจ้า ดำเนินการ ให้มีการ ก่อสร้าง ศาลเจ้าแห่งนี้จนสำเร็จ จากนั้นได้อัญเชิญ องค์เทพกิ้วเที้ยนเลี่ยนลื้อ มาประดิษฐานในศาลเจ้า

  ในปี พ.ศ.2548 ได้อัญเชิญ ม่าจ้อโป้ มาจากเกาะเหมยโจ ประเทศจีน เพื่อใช้เป็น สถานที่ประกอบพิธีเฉี้ยโห้ย (พิธีกรรมอัญเชิญไฟศักดิ์สิทธิ์ การอัญเชิญ ยกอ๋องซ่งเต่ มาเป็นประธานในพิธีกรรมต่างๆเช่น ประเพณีถือศีลกินผัก เป็นต้น) ซึ่งทุกๆศาลเจ้าต้องมาประกอบพิธีที่สะพานหิน






  ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน หันหน้าออกทะเล ด้านหน้าเป็นลานกว้าง มีไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา




    ด้านข้างๆศาลเจ้ามีการประดิษฐานขององค์เจ้าแม่กวนอิม และองเซียนต่างๆ





 อ๊ามแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความเหมาะสม ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยของจีน เมื่อร้อยปีก่อน ได้มีการอัญเชิญเหี่ยวโห้ย (ไฟศักดิ์สิทธิ์) มาจากมณฑลกังไซ้ ประเทศจีน เพื่อมาประกอบพิธีถือศีลกนผักตามแบบฉบับเดิมของจีน   ในมณฑลกังไซ้ ตามความเชื่อ ของชาวจีนโบราณ องค์เทพกิ้วเที้ยนเลี่ยนลื้อ เป็นเทพที่มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ สามารถปกป้อง คุ้มครองชาวภูเก็ต จากสิ่งชั่วร้าย และภัยอันตรายจากธรรมชาติ









วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศาลเจ้ากวนอู(นาบอน)

ศาลเจ้ากวนอู(นาบอน)

 

  ศาลเจ้ากวนอู แห่งนี้ ตั้งที่ 64/2 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต เริ่มตั้งเมื่อประมาณ 130 ปีที่แล้ว ซึ่งเดิม สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้ทะเล และเป็นลำคลอง และมีชาวจีนเดินทางมาพร้อมกับรูปปั้นเทพเจ้ากวนอู ซึ่งเป็นเทพแห่งความซื่อสัตย์ มีคุณธรรมเป็นอย่างมาก และได้สร้างบ้านหลังเล็กไว้ประดิษฐานองค์เทพเจ้ากวนอู ซึ่งต่อมาชาวบ้านก็ได้กราบไว้บูชาขอพร แล้วประสบความสำเร็จ จนเกิดเป็นแรงศรัทธา แล้วจึงได้มีการบูรณะเรื่อยมา




  และในปี พ.ศ. 2549 คณะกรรมการศาลเจ้าได้จัดพิธีถือศีลกินผักขึ้นเป็นครั้งแรกและจัดสืบทอดเป็นประเพณีเรื่อยมาจนปัจจุบัน




  และในปี 2552 ทางคณะกรรมการได้ทำการบูรณะศาลเจ้าเดิมซึ่งมีความทรุดโทรมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความคับแคบในการประกอบพิธีต่างๆ ทางคณะกรรมการจึงได้มีมติจัดสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นบนพื้นที่เดิม



  เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 ได้ถือฤกษ์ยกเสาอาคารศาลเจ้าหลังใหม่ด้วยงบประมาณ 30 ล้านบาท และภายในได้ทำรูปแกะสลักไม้หอมท่อนเดียวขององค์เทพเจ้ากวนอู ขนาดสูง 2.37 เมตร โดยให้ช่างจีนที่ฮกเกี้ยนเป็นผู้แกะสลัก ศาลเจ้าแห่งนี้จึงเป็นศาลเจ้าหนึ่งที่มีมนต์ขลังให้ผู้ที่มีจิตศรัทธามากราบไว้ ขอพรกัน โดยศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีจอมปลวกขนดใหญ่ โดยเชื่อกันว่าเป็นองค์เทพที่คอยดูแลศาลเจ้า




  สำหรับผู้ที่เลื่อมใสองค์เทพเจ้ากวนอู สถานที่แห่งนี้เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่จะเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจท่าน สุดท้ายจะขอเอาคำสอนมาฝากผู้อ่านทุกท่าน   "   ดวงชะตามิใช่ฟ้าดินเป็นผู้กำหนดหรือเทพพรหมมาลิขิต กรรมที่ทำในอดีตจะเป็นผู้กำหนดชะตาในปัจจุบัน อำนาจที่มีผลต่อชะตาชีวิตมากที่สุดคือกรรมปัจจุบัน ถ้าเราสร้างความดีในปัจจุบันให้มากพอก็สามารถจะเปลี่ยนดวงชะตาที่ร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างอัศจรรย์  "


วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศาลเจ้าท่าเรือ

ศาลเจ้าท่าเรือ

 ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนกระษัตรีขาเข้าตัวเมืองภูเก็ต บริเวณโค้งก่อนถึงวัดท่าเรือ โดยใครที่ผ่านหรือเข้าออกจังหวัดภูเก็ตต้องเคยเห็นเพราะ อยู่ใกล้ๆกับอนุสาวรีย์ทาวเทพกษัตริย์ตรี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นประตูเมืองของจังหวัดภูเก็ต เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนับถือจากคนไทยเชื้อจีน โดยมีเทพโปเซ้งไต่เต่หรือพระหง่อจิ้นหยิน แต่เดิมศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าสังกะสีหลังเล็กๆ มีเทพโปเซ้งไต่เต่ หง่อจิ้นหยิน(เทพผู้ช่วยชีวิตหรือหมอเทวดา)เสด็จลงมาประทับทรง รักษาชาวบ้านทั้งจนและรวยจนหายโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น


(จากภาพด้านบนองค์กลางที่อยู่สูงสุด คือ องค์พระประะธานเทพโปเซ้งไต่เต่หรือหง่อจิ้นหยิน) รายละเอียดประวัติองค์พระจะมาเล่ากะทู้ถัดไป น่ะครับ ........
  ศาลเจ้าแห่งนี้ถือได้ว่า เกิดขึ้นได้เพราะแรงศรัทธาจากทางบ้านได้ช่วยกันบริจาค คนละนิดคนละน้อย จากคนที่มาให้พระหมอหรือพระโปเซ้งไต่เต่รักษา จนหาย บางท่านก็บริจาคที่ดิน บางท่านก็บริจาคทรัพสิน ในปี 2543 ทางคณะกรรมการได้ขยับขยายศาลเจ้า ซื้อที่ดินบริเวณข้างๆศาลเจ้าและทำการบูรณะใหม่ ไว้ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ

จากภาพด้านบนเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน



ภาพด้านบนเป็นภาพขององค์เต้กุน หรือกวนอูซึ่งประดิษฐานหน้าศาลเจ้าท่าเรือแห่งนี้ด้วย
จากภาพที่เห็น จะพบเห็นก็เฉพาะช่วงเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น อีกภายนอกบริเวณศาลเจ้ายังมีร้านขายอาหารเจ อีกมากมายให้ลองชิม